หน้าแรก

   บทความหนุนใจ

ในที่นี้ต้องการรวบรวมบทความหนุนใจหรือบทความที่ให้ความรู้ ความมกระจ่างในการดำเนินชีวิตคริสเตียน

คริสเตียนควรเลือกคนแบบไหนมาแต่งงาน??

หวัดดีค่า…
เมื่อ สัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสไปทานข้าวกับศิษยาภิบาลท่านหนึ่ง ช่วงหนึ่งของการสนทนาท่านได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกคู่ชีวิตในมุมมอง ที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน ก็เลยอยากเอามาแบ่งปันสำหรับคนโสดทั้งหลายค่ะ
trans คริสเตียนควรเลือกคนแบบไหนมาแต่งงาน??


คริสเตียนควรเลือกคนแบบไหนมาแต่งงาน??
ใช่ คนที่เราเรียกกันว่ามนุษย์ฝ่ายวิญญาณรึป่าว? หมายถึงคนที่เทศนาเป็นไฟ รู้พระคัมภีร์แม่นยำ นำนมัสการเก่ง ร่วมรับใช้ในหลายพันธกิจ ทำ หมายสำคัญและการอัศจรรย์ ฯลฯ แต่หากคนๆ เดียวที่กล่าวถึงนี้ ไม่เคยรับผิดชอบครอบครัวเลยหล่ะ ไม่เคยส่งเงินให้ที่บ้าน ไม่ทำงาน ไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเอง หรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึก ไม่มีผลของพระวิญญาณ เป็นคนที่ดู Holy แต่ลึกๆ แล้วไม่มีความรัก รับใช้ด้วยท่าทีในใจที่ไม่ถูกต้อง คนแบบนี้หรือเปล่าที่เราควรเลือกมาเป็นคู่ชีวิต? ระวังอย่าหลงประเด็น เราต้องสังเกตชีวิตของเขาทั้งสองด้าน ทั้งฝ่ายวิญญาณ (จับต้องไม่ได้) และฝ่ายโลก (จับต้องได้ มองเห็น) ดู การปฏิบัติทั้งต่อคนอื่น ต่อคนในครอบครัว และกับตัวเราเอง ดูว่าเค้าปฏิบัติต่อคนอื่นยังไง กับคนในครอบครัวยังไง เค้าให้เกียรติเรามั๊ย ล่วงเกินเราหรือเปล่า ถ้าตอนคบกันยังไม่ให้เกียรติ แล้วต่อไปเมื่อแต่งงานจะเป็นยังไง?? คนที่ไม่รับใช้พระเจ้าใน โบสถ์ไม่ใช่ว่าเขาไม่เป็นคนฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าทรงใช้แต่ละคนแตกต่างกันตามของประทาน มีนักธุรกิจมากมายที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จและถวายเงินเพื่องานของพระเจ้า ผิดมั๊ยที่เค้าไม่ได้เทศนาหรือนำนมัสการหรือสอนพระคัมภีร์? จากสถิติพบว่าผู้เชื่อที่มีความรับผิดชอบที่ดีต่อตนเองและครอบครัว มีโอกาสสูงที่เขาจะพัฒนาความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปในอนาคต แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องแต่งงานกับคนที่มีความเชื่อเดียวกัน แม้อาจมีแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดก็ไม่เป็นไร แต่หากเราแต่งงานกับคนต่างความเชื่อ ซึ่งเค้ายังกราบไหว้รูปเคารพ เค้ายังไม่ได้รับการชำระจากความบาป ก็จะมีความสกปรก โรคภัย และคำแช่งสาปที่จะถูกถ่ายทอดเข้ามาในชีวิตของเราและลูกหลาน เพราะการแต่งงานคือการกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งเป็นปัญหา ที่จะต้องตามแก้ไขกันต่อไป และหากคู่ชีวิตของเราไม่ยอมกลับใจ เราก็ต้องอยู่กับคนที่เดินคนละทาง คิดคนละแบบกับเราไปตลอดชีวิต
เราคาดหวังอะไรจากการแต่งงาน??
เรา คาดหวังการพึ่งพาทางด้านอารมณ์ความรู้สึก หรือแค่อยากมีคนไว้คอยปรึกษาเวลามีปัญหา หรือต้องการพึ่งพาทางด้านเศรษฐกิจ หรือต้องการคนที่เราจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งในฝ่ายจิตวิญญาณหรือแค่จะได้ ไม่ต้องรำคาญเวลามีคนมาถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ฯลฯ เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ทำไมจึงอยากแต่งงาน เพื่อเราจะได้ไม่พลาดเป้าหมายที่แท้จริงที่พระเจ้าทรงวางไว้สำหรับการแต่ง งาน เรามาดูกันว่าพระเจ้าทรงมีทัศนะอย่างไรต่อการแต่งงาน (จากหนังสือ “จะรู้ได้อย่างไรว่า ใครที่ฉันควรแต่งงานด้วย? ซึ่งอิชั้นได้รับอภินันทนาการจากศิษยาภิบาลใจดีท่านนี้ เพราะท่านเห็นอิชั้นตั้งใจฟังมากนั่นเอง) ^^
“พระ เจ้าทรงออกแบบให้การแต่งงานเป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ใกล้ชิดที่สุดและดี ที่สุด ชายและหญิงถูกสร้างให้ส่งเสริมกันและกันทั้งในด้านร่างกาย จิตวิญญาณ อารมณ์ ความปรารถนา และความต้องการทางสังคม ภายใต้ความสัมพันธ์พิเศษที่เรียกว่า การแต่งงาน (ปฐก.2:18-25) ความเป็นหนึ่งของทั้งสองนั้นมีมากกว่าเพียงแค่พฤติกรรมทางเพศ แต่เป็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเรื่องเป้าหมาย จิตใจ และจิตวิญญาณ คู่แต่งงานที่เราเลือกต้องเป็นคนที่จะเติมเต็มความต้องการของเรา และต้องเป็นคนที่เราสามารถเติมความต้องการของเขาได้ด้วยความยินดี”
ด้านล่างนี้จะเป็นบางส่วนจากหนังสือที่คัดมาให้อ่านกันค่ะ
**************************************************

1. เลือกคนที่เชื่อพระเจ้า – สำหรับการแต่งงานนั้นไม่มีสิ่งใดที่สำคัญมากยิ่งไปกว่า ความผาสุกในฝ่ายวิญญาณ ดูตัวอย่างจากอับราฮัมที่ส่งคนรับใช้ให้เดินทางไปแสนไกลเพื่อหาผู้หญิงที่มี ความเชื่อเดียวกันให้กับลูกชายของเขา ในพระคำของพระเจ้าก็บอกไว้อย่างชัดเจนไม่ให้เราเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่ เชื่อ ความเชื่อนั้นส่งผลต่อการจัดลำดับก่อนหลังของเรา เป้าหมายของเรา วิถีชีวิตของเรา และความสัมพันธ์ของเรา (ฉธบ.7:3-4, 1พกษ 11:4, อสร.9-10, นหม.13:23-27) การแต่งงานกับคนที่ไม่เชื่ออาจประสบความเหนื่อยล้าฝ่ายวิญญาณตลอดชีวิตการ แต่งงาน อีกทั้งต้องต่อสู้เพื่อชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ดีของลูกๆ ด้วย
** อย่าปล่อยให้ความรู้สึกของเราเหยียบย่ำความสัมพันธ์ของเรากับองค์พระผู้เป็นเจ้า**
2. เชื่อวางใจพระเจ้า – เวลาของพระองค์นั้นดีที่สุด แต่การรอคอยนั้นก็เป็นเรื่องแสนยาก ขณะเดียวกันเราก็มีความมั่นใจได้ว่า ชีวิตของเราอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า ตราบเท่าที่เราดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจ ยอมจำนน และเชื่อฟัง เราก็ไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดจากทิศทางที่พระเจ้าทรงนำ (มธ.6:33) แม้ว่ามันจะดูเหมือนว่าการรอคอยไม่มีวันสิ้นสุด แต่ความล่าช้าที่เราประสบอยู่นั้นก็เพื่อผลดีแก่เรา หลายคนมีอาการตื่นตระหนกเนื่องจากความอาวุโสหรือตกพุ่มม่าย ซึ่งอาจทำให้หลายคนลงเอยด้วยการหาคู่แต่งงานที่เข้ากันได้อย่างลวกๆ เพื่อสนองความปรารถนาที่จะแต่งงานของตน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า การทำเช่นนั้นเป็นอันตรายที่สุด อย่าสูญเสียความอดทนและหลงไปจากการแสวงหาพระเจ้า ด้วยการใช้ความพยายามเสาะแสวงหาคนที่จะแต่งงานด้วย ให้เราฝึกที่จะไว้วางใจพระองค์ในการตัดสินใจในเรื่องเล็กๆ วันต่อวัน เรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระองค์เสมอ อยู่ในที่ซึ่งพระเจ้าจะทรงสามารถให้คำแนะนำในขั้นตอนต่อๆ ไป และคาดหวังการทรงนำจากพระองค์
เรา จะคาดหวังให้พระองค์นำเราไปพบคู่คริสเตียนที่ดีได้อย่างไร หากเราไปไหนมาไหนกับคนที่ชื่อเสียงไม่ดี หากเรามีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงานกับบรรดาคนที่เราคบด้วย หากเรายังละเลยเวลาที่จะอธิษฐานและนมัสการส่วนตัว หรือหากเรายังหมกมุ่นอยู่ในท่าทีแห่งความบาป เราคาดหวังไม่ได้เลยว่าพระเจ้าจะทรงช่วยในการเลือกคู่ หากเรายังใช้ชีวิตโดยไม่ยอมเชื่อฟังในทุกเรื่องที่รู้ว่าเป็นพระประสงค์ของ พระองค์
**อย่าหวังการทรงนำของพระเจ้าสำหรับวันพรุ่งนี้ หากไม่ได้ติดตามพระองค์ในวันนี้**
เรา จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการเลือกคู่ แม้พระองค์จะทรงให้เสรีภาพแก่เรา พวกเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนักว่ากำลังพาตัวเองเข้าสู่อะไร เราจำเป็นต้องให้พระเจ้าทรงช่วยเตรียมเราให้พร้อมสำหรับการแต่งงาน และช่วยเราเลือกคนที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด (ยก.1:5, สภษ.1:7, สภษ.2:1-11)
พระ วิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ขัดแย้งกับพระบัญชาที่ชัดเจนในพระคัมภีร์ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงบอกให้เราเลือกแต่งงานกับคนที่ไม่เชื่อ จะไม่ทรงนำให้เราแต่งงานเพื่อเงิน หรือจะไม่ทรงนำให้เราแต่งงานโดยขัดแย้งกับหลักการในเรื่องสติปัญญา พระวิญญาณจะนำเราเมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์ และพระองค์จะให้เราไวต่อสิ่งที่ถูกหรือผิดในเรื่องความสัมพันธ์ แรงผลักดันภายในที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์จะสอดคล้องกับความจริงและปัญญา จากพระเจ้าเสมอ
? ความไว้วางใจพระเจ้าของเราอยู่ในระดับใด?
? เราเคยใช้เวลาอธิษฐานว่าจะแต่งงานกับใครหรือไม่?
? เรามีชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าและเติบโตขึ้นในความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์หรือเปล่า?
? เราเรียนรู้เคล็ดลับของความพึงพอใจ ไม่ว่าจะโสดหรือแต่งงานหรือไม่? (ฟป.4:11-13)
3. พิจารณาคุณลักษณะ – เราจำเป็นต้องแน่ใจว่าคนที่เราเลือกจะแต่งงานด้วย มีคุณสมบัติเหมาะที่จะเป็นสามีภรรยาของเรา ไม่ได้หมายความว่าเราต้องแจกแบบทดสอบให้กับทุกคนที่เราคบ แต่หมายความว่า เราควรจะใส่ใจอย่างยิ่งต่อลักษณะนิสัยที่เราปรารถนาในคู่ชีวิต และมีเรื่องใดที่เราควรต้องตรวจตราเป็นพิเศษ ให้เรามาพิจารณาคุณลักษณะที่จำเป็นดังต่อไปนี้
? ความถ่อมใจและความเต็มใจที่จะปรนนิบัติ – เป็นคนที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี เต็มใจที่จะสมาคมกับคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่า และเต็มใจที่ปรนนิบัติเรา (ยน.13:-7, รม.12-16)
? ความบริสุทธิ์ทางเพศ – ความ สัมพันธ์ทางเพศถูกออกแบบไว้สำหรับการแต่งงานเท่านั้น แต่หากเราเป็นคนที่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศมาในอดีต เราจำเป็นต้องจัดการกับแผลเป็นทางอารมณ์ในเรื่องกิจกรรมทางเพศเหล่านั้น และโดยพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้า ทุกคนสามารถได้รับการอภัยและรับการชำระให้บริสุทธิ์ได้อย่างสมบูรณ์โดยพระ คริสต์ (2ซมอ.12:13, 1ยน.1:9, รม.13:13, ฮบ.13:4)
? การอุทิศตัวเพื่อพระคริสต์ – เราควรจะยอมรับเฉพาะผู้เชื่อที่ไวในฝ่ายจิตวิญญาต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและ ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ (2คร.6:14-18, อฟ.4:17-5:20, ฟป.3:7-16, 1ยน.2:15-17)
? ลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง – คนที่เราจะเลือกไม่ควรเป็นคนเห็นแก่เงิน ความสนุกสนาน หรือชื่อเสียง (ปญจ.2:1-11, 5:8-17, 6:1-12, มธ.6:33, รม.12:2, 1ทธ.6:10, ฮบ.13:5)
? ความเชื่อที่ถูกต้อง – อย่า แต่งงานกับคนนอกรีต เราไม่จำเป็นต้องมีความเห็นตรงกันในทุกเรื่อง แต่ต้องแน่ใจว่าเรามีความเห็นตรงกันบนพื้นฐานของพระคัมภีร์ในเรื่องหลักข้อ เชื่อที่ถูกต้อง (1ยน.4:1-6)
? ความผูกพันกับคริสตจักร – พระ เจ้ามิได้ตั้งพระทัยให้ชีวิตคริสเตียนเป็นเกมที่เล่นได้คนเดียว แต่ได้ทรงกำหนดให้คริสตจักรตอบสนองความต้องการของเรา และให้เราปรนนิบัติกันและกัน คู่ชีวิตของเราควรเห็นด้วยร่วมกันกับเราในเรื่องนี้ (อฟ.4:116, ฮบ.10:24-25)
? ท่าทีที่มีความรัก – อย่า แต่งงานกับคนอารมณ์บูดบึ้ง แต่หลายคนก็ซ่อนบุคลิกที่แท้จริงไว้และใช้เสน่ห์ในเรื่องอื่นๆ มากลบเกลื่อน จงพิจารณาความสัมพันธ์ของเรากับอีกฝ่ายว่าเข้ากันได้แค่ไหน เราทะเลาะกันบ่อยเกินไปหรือเปล่า เรารู้สึกว่าถูกล่วงเกินด้วยวาจาและอารมณ์หรือเปล่า (สภษ.19:13, 21:9,19)
? การรู้จักบังคับตน – คู่ ครองในอนาคตของเราควบคุมตัวเองเมื่อโกรธได้หรือไม่ เขาหรือเธอติดแอลกอฮอล์ ยาเสพติด อาหาร เรื่องเพศ งาน กีฬา หรือการซื้อของโดยไม่คิดหรือเปล่า (สภษ.23:20-21, 25:28, กท.5:22-23, อฟ.5:15-18)
? ความซื่อตรง – ถ้าใครคนหนึ่งรักเรา เขาจะแสดงออกถึงความรักนั้นด้วยคำพูดที่ซื่อตรง (สภษ.24:26)
? ความงดงามภายใน – ความ งดงามเป็นเปลือกที่ห่อหุ้ม แต่คุณภาพชีวิตนั้นอยู่ลึกถึงกระดูก เราควรหาคู่ที่เด่นสะดุดตาสำหรับเรา แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับความเด่นสะดุดตาภายใน (1ซมอ.16:7, สภษ.11:22, 31ซ13, 1ปต.3:2-5)
? ความรับผิดชอบ – อย่า แต่งงานกับคนที่เห็นแก่ตัวและเกียจคร้าน ซึ่งขาดความปรารถนาหรือวิธีการที่จะทำให้ความรับผิดชอบที่เฉพาะเจาะจงสำเร็จ ลง เพราะว่าเพียงคำสัญญารักนั้นไม่อาจทำให้เรามีเงินชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ ถ้าเราไม่ควรแต่งงานกับคนที่ไม่เชื่อ เราก็ต้องไม่แต่งงานกับคนที่ขาดความรับผิดชอบทางการเงินและเกียจคร้านเช่น เดียวกัน “ถ้าแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตน ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธพระศาสนาเสียแล้ว และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้เชื่อเสียอีก” (1ทธ.5:8)
? ความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ – ความ สัมพันธ์ที่บุคคลมีกับพ่อแม่จะบอกเราได้มากมายเกี่ยวกับคุณลักษณะชีวิตของ เขา พระเจ้าทรงให้คุณค่าอย่างสูงในเรื่องการแสดงความนับถือและให้เกียรติบิดา มารดา (อฟ.6:1-3)
อย่า คาดหวังสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่ก็อย่าเลือกคนที่เราคิดว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้ จงเตรียมตัวที่จะอยู่กับคนนั้น แม้ว่าเขาหรือเธอจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม!!
** ถ้าเรากำลังคิดจะแต่งงานกับใครสักคน เรารู้จักคนนั้นดีพอหรือไม่ที่จะสรุปว่าเขาหรือเธอจะช่วยความสัมพันธ์ของเรา กับพระคริสต์ให้ดีขึ้น**
4. ใช้สติปัญญา – การเลือกคู่ไม่สามารถใช้การโยนเหรียญได้ เราจำเป็นต้องใช้ความคิดอย่างมาก อธิษฐานมาก และพึ่งพาการทรงนำจากพระเจ้ามาก เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่จะมีผลต่อเรา (และคู่ของเรา) ในตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ และนี่ไม่ใช่สิ่งที่จะทำเล่นๆ ได้
? แสวงหาจากสถานที่ที่เหมาะสม
? ทูลขอความช่วยเหลือจากองค์พระผู้เป็นเจ้า
? อย่าวางการตัดสินใจไว้บน “หมายสำคัญ” เพียงหมายสำคัญเดียว แม้เราจะเชื่ออย่างจริงใจว่าหมายสำคัญนั้นมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ก็อย่าโยนสติปัญญาทิ้ง
? แสวงหาคำแนะนำ อารมณ์อาจบดบังไม่ให้เราเห็นจุดบกพร่องในลักษณะชีวิตที่สำคัญของคนที่เรา สนใจจะแต่งงานด้วย ในสุภาษิตเตือนว่า เราจำเป็นต้องตรวจสอบการตัดสินใจของเราอีกครั้งหนึ่งด้วยการปรึกษาคนที่เรา ไว้วางใจได้
? ศึกษาครอบครัว การ ที่บุคคลหนึ่งเข้ากันกับพ่อแม่พี่น้องได้ดีเพียงใด จะบอกเราถึงคุณภาพชีวิตของเขาอย่างมาก สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่ของเขา เป็นที่แน่นอนว่า แบบอย่างจากท่านจะเป็นรอยประทับอันลึกซึ้งในตัวคู่ชีวิตในอนาคตของเรา
? อย่ารีบร้อน เราต้องแน่ใจว่ารู้จักตัวเองและอีกฝ่ายหนึ่งดีพอที่จะมั่นใจได้ว่า เราเหมาะกันและพร้อมที่จะเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ยาวนานชั่วชีวิต (สภษ.19:2, 29:20)
**ความรักใช้เวลาเติบโตและพัฒนา**
พระ เจ้าทรงประทานเสรีภาพในการเลือกและการตัดสินใจให้กับเรา แต่เราก็มั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่ เสรีภาพนั้นรวมถึงโอกาสผิดพลาด ทั้งที่ไม่ได้เจตนาและที่เป็นบาปด้วย แทนที่เราจะอยู่ไปวันๆ และเป็นทุกข์ว่าเรากำลังเลือกคนที่พระเจ้าทรงวางแผนให้เราแต่งงานด้วยหรือ ไม่ เราน่าจะดำเนินชีวิตโดยพึ่งพาองค์พระผู้เป็นเจ้าต่อไป และไว้วางใจพระองค์ว่าจะทรงนำเราไปพบคนที่เหมาะกับเรา
5. คิดล่วงหน้า – คนจำนวนมากตัดสินใจแต่งงานโดยคิดแล้วว่าตัวเองกำลังเผชิญกับอะไร แม้กระนั้นปัญหาก็ยังเกิดขึ้น เพราะเขาเหล่านั้นยังมีทัศนะเรื่องการแต่งงานบนพื้นฐานของพระคัมภีร์น้อย หรือไม่ก็คาดหวังโดยขาดประสบการณ์ว่าจะมีแต่เรื่องรักใครเรื่อยไปโดยไม่มี เรื่องระหองระแหงเลย
ความรับผิดชอบในชีวิตแต่งงาน :-
? ความสัตย์ซื่อในเรื่องเพศทั้งทางพฤติกรรมและท่าที – สามีและภรรยาต้องมีสายตาและความคิดเพื่อกันและกันเท่านั้น
? บทบาทที่เฉพาะเจาะจง – พระเจ้าทรงสร้างชายและหญิงให้มีบทบาทด้านชีวภาพและด้านความสัมพันธ์ที่แตก ต่างกัน และพระคัมภีร์ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเราควรละเลยหรือมองข้ามความเฉพาะเจาะจงที่ พระเจ้าทรงสร้างไว้
ความ รักต้องมีการลงทุนสูง คนที่เข้าสู่การแต่งงานโดยคิดว่าชีวิตจะมีแต่ความสุขสำราญแบบโรแมนติค ก็กำลังคาดเดาเพียงผิวเผินเท่านั้น คนส่วนใหญ่มองเห็นความเป็นจริงมากกว่านี้ แต่ความคาดหวังของเขาก็ยังคงเกินกว่าความจริงที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ใน ชีวิตแต่งงาน
พระเจ้าทรงเกลียดชังการหย่าร้าง (มลค.2:16) ฉะนั้นก่อนที่เราจะตัดสินใจครั้งสำคัญ เราควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ เพื่อให้การแต่งงานนั้นบริสุทธิ์และเป็นที่ถวายเกียรติพระเจ้า ความรักแท้นั้นมากกว่าความรู้สึก ความรักอาจนำเราขึ้นสู่ยอดเขาในวันนี้ และอาจดิ่งลงเหวในวันต่อมา ความรักประเภทที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อเข้าสู่การแต่งงานอย่างพรักพร้อมเพื่อ สถานการณ์ “ไม่ว่าดีหรือร้าย ร่ำรวยหรือยากจน…จนกว่าความตายจะพรากเราจากกัน” คือ ความรักที่เสียสละตนเอง มอบตนเองเพราะเห็นแก่อีกฝ่ายหนึ่ง….
***************************************
ยังไงก็ขอพระเจ้าอวยพรให้สมหวังได้พบกับ “คนที่ใช่” ทู๊กกกกคนจ้า
แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน
แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้
(มธ.6:33)
Love in Christ
เปิ้ล


เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ THE MONEY

เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ THE MONEY “ ด้วย ว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากแห่งความชั่วทั้งมวล และเพราะความโลภนี้แหละจึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์ ” 1 ทิโมธี 6 : 10
การได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ผู้เขียนอยากให้ทุกคนที่ได้เป็นคริสเตียนได้ทำความเข้าใจเรื่อง เงิน ๆ ทอง ๆ อย่างถ่องแท้เพื่อป้องกันความโลภของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด แท้จริงพระเจ้าจะอวยพระพรให้เราได้มีสมบัติที่มีคุณค่าอย่างมากในสายพระเนตร ของพระเจ้า เช่น โยบ มีทรัพย์สินมากมายในยุคของพระคัมภีร์เดิม เพราะโยบได้มาด้วยความโปร่งใส ไม่ได้หาเงินแบบทางลัด หาเงินมาจากหยาดเหงื่อของตนเอง พร้อมกับได้ทำหน้าที่ในการถวายให้แก่พระยะโฮวา อย่างถูกต้อง โยบมีคนรับใช้มากมาย
ยุคปัจจุบันประชาชนโดยทั่วไปโดยเฉพาะคนที่เป็นชนชาติของพระเจ้า อยากจะมีเงินในทางลัด เพื่อให้ได้เงินมาโดยรวดเร็วที่ไม่ถูกต้องกระบวนการได้เงินมาที่ชอบด้วย กฎหมาย ถึงแม้จะถือว่าถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ถูกหลักของจริยธรรม พระเจ้าไม่ได้สอนให้เรามีการเสี่ยงโชค เช่นเล่นการพนัน หรือ แทงหวย บางคนยังไม่เข้าใจว่า อยากได้เงินมาสร้างโบสถ์ หรืออยากจะเอาเงินมาใช้งานของคริสตจักร โดยเอาเงินนี้ไปซื้อหวย หรือ LOTTERY ว่า จะเอาเงินไปถวายให้พระเจ้า แท้จริงเงินแบบนี้พระเจ้าไม่ต้องการ พระเจ้าต้องการเงินที่สะอาด มาจากหยาดเหงื่อในการทำงานที่มีสติปัญญาของเราเอง
การใช้เงินในทางอิสรภาพที่ไม่มีขอบเขตุ ปัญญาจารย์ 5 : 10 “ คน รักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน และคนรักสมบัติไม่รู้จักอิ่มกำไร นี่ก็อนิจจังด้วย” ฮักกัย 2 : 8 “ เงินเป็นของเรา และทองคำเป็นของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ ”
โดยทั่วไปประชาชนมักจะไม่เข้าใจ ว่าเงินและทรัพย์สิน ต่าง ๆ เป็นของพระเจ้า มนุษย์เป็นเพียงเป็นผู้อารักขาดูแลและปกป้องสมบัติของพระเจ้า เพื่อไม่ให้สูญหายไป คนบางกลุ่มมีความคิดและเข้าใจว่า เงินทองเปรียบเสมือนพระเจ้า คนที่มีความคิดเป็นแบบนี้ถือว่า เป็นความคิดที่ไม่ได้ศึกษามาโดยละเอียด คนที่ตายไปแล้วก็ไม่สามารถจะนำติดตัวไปได้ โดยธรรมชาติ เพราะพระเจ้าให้มนุษย์มีหน้าที่คอยดูแลอารักขาไว้เท่านั้น ถ้าหากเสียชีวิตไปแล้ว ถือว่าหมดหน้าที่ คนอื่นก็มาอารักขาแทน เป็นแบบนี้ตลอดไป เพื่อเงินทองจะได้ใช้ไปในทางที่มีความชอบธรรม ไม่ใช้เงินไปในทางที่ผิด หลายคนเมื่อมีเงินทองมากมายนั้น โดยรวมมักจะมีการลืมตัวไปเนื่องจากการมีเงินมากมาย อาจารย์เปาโลท่านได้ผ่านการมีเงินทองมากมายเมื่อท่านเคยรับตำแหน่งงานใน ชีวิตเดิมของท่าน อาจารย์เปาโลจึงพยายามบอกให้เราได้รับทราบตามข้อเท็จจริงว่า เงินและทองเป็นสิ่งเลวร้ายถ้าหากบริหารการเงินไม่เป็น แต่ถ้าหากการบริหารการเงินที่ดี ก็เป็นประโยชน์กับตนเองและสังคมหมู่เดียวกัน
มุมมองของอาจารย์เปาโลได้ให้ข้อคิดกับคนที่รักพระเจ้าไว้ดังนี้ เงินเป็นสิ่งเลวร้าย เหมือนเป็นอาชญากรตัวสำคัญ ถ้าเราไม่รู้จักในการใช้ให้ถูกทาง ในเวลาเดียวกันมุมมองของคนอื่นอาจจะคิดว่า ทำไมท่านอาจารย์เปาโลมีความคิดในทางลบมากไปหรือ หรือมันโหดร้ายมากจริงหรือ ในการมีเงินทอง แท้จริงไม่ใช่โหดร้าย ถ้านำเงินไปใช้ในทางที่ถูกทาง ผลก็จะออกมาในทาง บวก คือได้ผลดีกับการกระทำของผู้เป็นเจ้าของเงิน แต่อยากถามว่า มีสักกี่คนที่ได้บริจาคให้กับเด็กที่ยากจน หรือมีสักกี่คนที่ได้ทุ่มเทกับงานของพระเจ้า คนมีเงินจะมีสักกี่คนที่อยากจะช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส
ผู้เขียนได้เห็นรายชื่อที่เขาประกาศไว้ที่หน้าอาคารก่อสร้าง โรง พยาบาลราชวิถี สี่แยกอนุสาวรีย์ทหารผ่านศึก หลายปีมาแล้ว เขาได้สร้างอาคารโรงพยาบาลให้ในวงเงินประมาณ 25 ล้านบาท เห็นแล้วก็ทำให้ชื่นใจแทนรัฐบาลที่มีคนใจดีอยากช่วยเหลือคนป่วย โดยออกมาเป็นรายชื่อและนามสกุล
(จำไม่ได้ นานแล้ว ) มองแล้วมี่แต่คนสรรเสริญ
บางคนที่ได้อ่านคำสอนข้อนี้ของอาจารย์เปาโล อาจจะยังไม่ยอมรับเพราะอาจารย์เปาโลได้อธิบายให้ทราบเพียงสั้น ๆ อาจารย์เปาโลได้ให้แง่คิดว่า ถ้าหากเรารัก เงินมากกว่าพระเจ้าย่อมมีปัญหาแน่นอน การมีเงินมากมายนั้นพระเจ้าไม่ได้ห้าม แต่โดยรวมแล้วคนที่มีเงินทองมากมายนั้น มักจะลืมพระเจ้า แบ่งเวลาไม่ถูก เพราะ เงินมันมาหุ้มตัวเองจนมองไม่เห็นพระเจ้าเสียแล้ว วันเสาร์อาทิตย์ก็ถูกรับเชิญให้ไปเปิดงานบ้าง ตัดลิบบิ้นบ้าง กล่าวอวยพรในวันแต่งงานบ้าง เชิญให้ไปตีกอลฟ์ในวันอาทิตย์บ้าง ฯลฯ
ดังนั้นเงินและทองเป็นดาบสองคมที่จะใช้เงินให้ถูกต้อง มีทั้งผลบวกและผลลบในเวลาเดียวกัน พระเยซูคริสต์ยังมีความเห็นว่า ถ้าเรามีเงินมากเกินไปอาจจะรักเงินแทนพระเจ้าไป ความเห็นของพระเยซูคริสต์ได้อธิบายไว้ดังนี้ มัทธิว 6 : 24 “ ไม่ มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่ง และจะรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และจะดูหมื่นอีกนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านจะปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้ ”
ความหมายที่พระเยซูคริสต์ได้อธิบายแบบนี้ก็ให้เราได้มีความคิดว่า จะกลายเป็นคนสองใจไปโดยไม่รู้ตัว เพราะเงินก็มีความสำคัญสำหรับมนุษย์ ถ้าหากบริหารการเงินไม่เป็นมีหวังลืมพระเจ้าแน่นอน ในมุมมองของพระเยซูคริสต์ให้ความเห็นเป็นแบบนี้
การบริหารการใช้เงิน
1. การหาเงิน หาให้ถูกวิธีในการทำงาน
2. การให้เงิน ให้กับสิ่งที่มีประโยชน์ สำหรับสิ่งที่ถูกต้อง
3. การใช้เงิน ใช้ให้ถูกทาง ใช้เงินให้ถูกถ้าไม่ถูกจะกลายเป็นโทษ
4. การลงทุนด้วยการเงิน ลงทุนให้ถูกทางที่เราจะสามารถบริหารเกี่ยวกับการเงินได้ของเราได้ สามารถได้กำไรที่ถูกต้อง
สุภาษิต 13 : 11 “ เงินทุจริตร่อยหลอลงเรื่อย ๆ แต่ผู้ที่เก็บออมทีละน้อยทำให้เงินเพิ่มพูนขึ้น ” ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย
พระเจ้าของเราแสนดี พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ได้ช่วยกันเก็บไว้ทีละเล็กน้อย ไม่ได้สอนให้เราได้รวยทางลัด พระเจ้าต้องการให้เราได้ทำงานที่จะได้มีเงินทองที่จะมีใช้จ่ายชีวิตประจำวัน
การเก็บเล็กผสมน้อยเป็นสิ่งดีที่จะรวบรวมเป็นเงินกองโต บางคนหรือบางคริสตจักรต้องการจะสร้างอาคารโบสถ์ เงินไม่พอ ก็สามารถเก็บเล็กผสมน้อยด้วยใจสามัคคีธรรมร่วมกัน เพื่อจะได้เงินก้อนโตมาสร้างอาคารเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าของเรา ที่สมาชิกทุกคนได้มีส่วนร่วมกันรับผิดชอบ โดยไม่ต้องเร่งลัดอะไร พระเจ้าของเราแสนดีสามารถให้สติปัญญาของเราหาเงินได้ให้เพียงพอกับความต้อง การที่มีความจำเป็น
เงินและทองนั้นมาจากไหน ? ส่วนมากตัวเงินนั้นมาจากพี่น้องคริสเตียนที่รักพระเจ้า เงินนั้นก็ได้มาจากพี่น้องคริสเตียนที่อยู่ในคริสตจักรนั่นเองถ้าหากเราพูด ให้ลึกๆไปอีกเงินนั้นก็มาจากการจ่ายพิเศษจากพี่น้องคริสเตียนที่มีนิมิต เดียวกันนั่นเองเพราะถ้าหากพี่น้องในคริสตจักรไม่เห็นด้วยในการขยายงานเพื่อ ให้เติบโตนั้นเขาคงจะไม่อยากจะจ่ายเงินช่วยเหลือในการงานนั้นด้วย เพราะอาจจะไม่ถูกใจเขาก็ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะต้องมีความคิดหรือนิมิตเดียวกันในการ ขยายคริสตจักร หรือที่เรียกว่า คริสตจักรเคลื่อนที่ ก็แล้วแต่เราจะเรียกความหมายก็เป็นแบบเดียวกัน แต่ถ้าหากเราอยากจะให้คริสตจักรได้ขยายออกไปแล้วตามคำสั่งของพระเยซูคริสต์ เราจำเป็นจะต้องขยายไปแน่นอน ทุกหมู่บ้านเท่าที่จะเป็นไปได้เราจึงจำเป็นจะมีการถวายเงินเพื่อให้งานเกิด ผลในทางที่ดี ไม่ต้องมีการขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น เราทุกคนจะรับพระพรร่วมกันไม่มากก็น้อย แต่ได้รับพระพรแน่นอน เราได้ถวายมากเราก็ได้รับพระพรมากเราได้ถวายน้อยเราก็จะได้รับพระพรน้อย แต่ถ้าหากเราได้ถวายมากก็จะได้พระพรมากขึ้นด้วย แต่การได้พระพรนั้น ถึงแม้ว่าคนที่ได้ถวายน้อย ก็จะได้น้อยนั้น แท้จริงอยากจะอธิบายให้คนที่ได้ถวายให้พระเจ้าน้อยแล้วจะได้น้อย คนที่ได้ถวายน้อยเขาก็จะได้รับพระพรมากด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างของหญิงม่ายที่ได้ถวายให้พระเจ้าหมดทั้งตัว แต่จำนวนเงินน้อย ความตั้งใจที่สูงคือให้หมด แต่การที่ว่าหมดตัวนั้นก็เพราะหญิงม่ายนั้นมีเงินเพียงเท่านั้นเอง ถือว่าให้ด้วยสุดกำลัง แต่พระพรอาจจะได้มากกว่าคนที่ถวายมากเสียอีก ส่วนคนที่ได้ถวายให้มากนั้น เมื่อเปรียบเทียบความหมายก็คือ เงินที่เหลือจากการใช้จ่าย
แล้วกับบุคคลที่ได้ถวายให้พระเจ้า ความหมายก็ อยู่ที่ผู้นั้นจะมีจิตใจให้กับพระเจ้ามากน้อยแค่ไหน ให้แต่ละคนได้พิจารณาด้วยตนเองก็จะมีความยุติธรรมสำหรับเขา
การอุทิศตัวของสมาชิก การอุทิศตัวของสมาชิกที่มีความตั้งใจนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเสียสละส่วนตัว ของเขาเพื่อรับใช้พระเจ้าตามของประทาน สมาชิกแบบนี้ถือว่าเป็นแบบอย่างทีดีของคนอื่น ๆ ในคริสตจักรด้วยที่สามารถแบ่งงานประจำได้ที่ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนัก การใช้เวลาที่ไม่เสียเวลางานส่วนตัวของเขามากจนเกินไป แต่สามารถบริหารงานส่วนตัวได้ และผู้นำต้องมีการประเมินการงานที่ได้ทำมาว่าจะใช้ประเมินการเจริญเติบโตว่า คริสตจักรของเรากำลังเติบโตฝ่ายวิญญาณมากน้อยแค่ไหน ผู้เลี้ยงหรือศิษยาภิบาลจะสามารถใช้ความสังเกตุจากการประพฤติของสมาชิกเอง ว่า เขาสามารถเชื่อฟังศิษยาภิบาลของเราหรือไม่ ถ้าเชื่อฟังดีก็แสดงว่าจิตวิญญาณของเขาเริ่มที่จะเติบโตมากขึ้นกว่าก่อนๆ ที่เขาได้รับเชื่อ วิถีชีวิตของเขาจะเป็นพยานกับเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี อาจารย์ประจำโบสถ์เองก็สบายใจ เพราะว่าการเลี้ยงดูฝ่ายวิญญาณนั้นจะเติบโตได้ต้องใช้เวลานานมาก ผู้สอนหรือศิษยาภิบาลจะต้องสอนให้เขาได้รับรู้ถึงเรื่องในการ อุทิศตัวในการทำงาน หรือเสียสละบางส่วนของเวลาของเขาให้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมของคริสตจักร ถ้าหากสมาชิกเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณแล้ว เขาจะไม่ขัดข้องกับเรื่องกิจกรรมของคริสตจักร ถ้าหากเขายังไม่เติบโตแล้ว การเข้าไปมีส่วนร่วมของคริสตจักรนั้นก็ยากที่จะให้เขาได้เข้าร่วมในกิจกรรม นั้นได้ เช่น อาจจะต้องมีการฟื้นฟูเทศนาต้องใช้อุปกรณ์หรือการเงินบ้าง ผู้ที่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณแล้วเขาจะไม่ขัดข้อง เขาพร้อมเสมอและเขาเองก็จะสามารถแบ่งเวลาของเขาได้
การเป็นแบบอย่างของผู้นำ การเป็นตัวอย่างของผู้นำคริสตจักรนั้นมีความสำคัญมาก ศิษยาภิบาล หรือ ที่เราเรียกว่า ผู้เลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณ จะต้องมีการแสดงออกให้คนอื่นๆ ได้รับทราบว่า ผู้นำต้องพร้อมในการทำงาน บางครั้งอาจจะเสียเวลาไปบ้าง แต่ผู้นำต้องมีการแสดงออกให้สมาชิกของเราได้เห็นว่าผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณไม่มี ส่วนได้ส่วนเสียกับงานนั้น มีแต่เสียสละหลายส่วน ถ้าชีวิตของผู้นำฝ่ายวิญญาณเป็นแบบนี้แล้ว หลายคนในคริสตจักรเขาพร้อมที่จะร่วมมือถวายทรัพย์สินเงินทองเพื่อให้กิจกรรม นั้นๆแต่ผู้นำจะต้องชี้แจงให้ชัดเจนในการทำงานเพื่องานของคริสตจักรเพื่อ ความเจริญก้าวหน้าต่อไป ถ้าหากผู้นำไม่มีสิ่งชัดเจนแล้ว คนอื่นก็จะยังไม่ค่อยจะไม่ร่วมมือเพราะว่าเขากลัวว่า การที่เขาจะควักเงินออกมาจากกระเป๋าของเขานั้นจะไม่เกิดผล จึงไม่ยอมควักออกมา งานการจึงไม่ค่อยเดินไปเท่าที่ควร ผู้นำจะต้องมีการแสดงออกในการเสียสละเพื่อเป็นตัวอย่างกับผู้ตาม ถ้าหากผู้นำมีจิตใจที่กว้างขวางก็จะสามารถชนะใจของสมาชิกภายในคริสตจักรเอง ได้ ทุกคนจึงอยากจะร่วมงานด้วยต่อไป ถ้าผู้นำยินยอมลงมือก่อน ไม่ว่าจะเป็นอะไร ให้เราดูผู้นำสมัยก่อนพระคัมภีร์เดิม เช่นโมเสส เป็นต้น โมเสสอดทนในการบ่นของชนชาติอิสราเอลอย่างมากมาย โมเสสก็ทนได้เพราะเห็นแก่พระเจ้าของชนชาติอิสราเอล เพราะเรื่องของบุคคลนั้นจะไม่มีจิตใจเหมือนกันได้นั้นก็ยากมีอยู่ทางเดียวก็ คือ ให้เรียนรู้คำสอนของพระเจ้าจะช่วยให้สมาชิกได้ปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร อย่างสม่ำเสมอตลอดไป
โดย ศจ. เสรี ธรรมอาสา

 

คริสเตียนกับการเล่นแชร์ ,ลอตเตอรี่,หวย, เงินกู้ ฯ

คริสเตียนกับการเล่นแชร์ ,ลอตเตอรี่,หวย, เงินกู้ ฯ
เนื่องจากถามมารวมๆ กัน จึงขอตอบแบบรวมๆ กันดังนี้
*** ปัญหาด้านจริยธรรมของสังคมที่กล่าวมาข้างต้น รวมทั้งตัวอย่างที่ยกมา เป็นปัญหาซึ่งมีการถามกันบ่อยๆในหมู่คริสเตียน และมีคำตอบในแง่มุมต่างๆที่เห็นด้วยกันบ้างไม่เห็นด้วยกันบ้าง ผมจึงขอให้คำตอบในลักษณะหลักกว้างๆของพระคัมภีร์ดังต่อไปนี้
สิ่งที่เขาคิดจะทำเป็นสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือเปล่า?
พระคัมภีร์บอกว่าให้เราทำทุกอย่าง เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า (1คร.10: 31)คือเมื่อคนอื่นเห็นหรือรู้เขาจะกล่าวสรรเสริญพระเจ้าหรือไม่ หากคำตอบคือไม่ ก็ไม่น่าจะทำ
เป็นที่ทำให้คนอื่นสะดุดไหม?
พระวจนะของพระเจ้าสอนเราให้รู้จัก ใช้เสรีภาพของเราในทางที่เหมาะสม มิใช่เห็นแก่ประโยชน์ของเราเองเท่านั้น แต่ต้องนึกถึงคนอื่นด้วย หากสิ่งที่เราทำไปทำให้พี่น้องในพระคริสต์สะดุด เราก็ไม่สมควรที่จะทำ (1 คร. 10: 32-33)
ถูกกฎหมายหรือเปล่า?
พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราเป็น พลเมืองที่ดีของชาติโดยเชื่อฟังกฎหมายบ้านเมือง (โรม 13: 1-2,7) การกระทำใดๆที่เป็นการผิดกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมายเราไม่สมควรที่จะกระทำตาม ตัวอย่างที่ยกมา การซื้อหวยเป็นการผิดกฎหมาย การเล่นแชร์อาจจะถูกหรือผิดกฎหมายก็ได้อยู่ที่การปฏิบัติ การปล่อยเงินกู้กินดอกเบี้ยก็เช่นเดียวกัน
มีแรงจูงใจที่ถูกหรือไม่?
การกระทำบางอย่างในตัวของมันเองอาจ ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ถ้ามาจากแรงจูงใจที่ผิดก็ทำให้มันกลายเป้นสิ่งที่ผิดได้ เช่นสิ่งที่เขาทำเกิดจากความโลภหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นแชร์ ซื้อลอตเตอรี่ ซื้อหวยหรือปล่อยเงินกู้เพื่อกินดอก พระคัมภีร์ได้กล่าวเตือนไว้มากให้ละเว้นจากความโลภทุกอย่าง เช่น ในลูกา 12: 15 , 1ทิโมธี 6: 10 เป็นต้น สิ่งที่เราทำเป็นความมุ่งหวังที่จะหาทางออกง่ายๆในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือ เปล่า คิดว่าถ้าถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ ก็จะสามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ทันทีหรือจะรวยทันที พระเจ้าไม่ทรงมีพระประสงค์จะให้เราหาทางออกง่ายๆแบบนั้น พระองค์ทรงต้องการให้เราทำงานด้วยความขยันขันแข็ง พระคัมภีร์ถึงกับบอกว่า “ถ้าผู้ใดไม่ยอมทำงาน ก็อย่าให้เขากิน” (2เธสะโลนิกา 3 :10) นอกจากนั้น การหวังทางแก้ปัญหาโดยวิธีดังกล่าวยังเป็นการเสี่ยงเป็นการแสดงออกถึงการไม่ ไว้วางใจพระเจ้าและมีส่วนเสียมากกว่าได้
เป็นการแสดงออกของความรักที่แท้จริงของพระเจ้าหรือเปล่า?
จริยธรรมที่สำคัญที่ สุดข้อหนึ่งของคริสเตียนในสังคมคือความรัก “ทุกสิ่งซึ่งท่านกระทำนั้น จงกระทำด้วยความรัก” (1คร.16: 14) การเล่นแชร์ การปล่อยเงินกู้เพื่อกินดอก (ซึ่งมักจะเป็นดอกที่สูงกว่าปกติ)บ่อยครั้งเป้นการกระทำที่หวังผลประโยชน์ ที่สูง ไม่เข้าข่ายความรักของพระเจ้า ก็หวังคำถามเหล่านี้จะเป็นข้อคิดในการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ตอบโดย ศจ. ดร. ธีระ เจนพิริยประยูร
จากวารสารเพื่อนผู้นำ